หมวดหมู่
อื่นๆ

การกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายโดยการใช้ Ozone

เติมโอโซนธรรมชาติให้แก่เซลล์ในร่างกาย

เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย

การบำบัดด้วยโอโซน (Ozone Therapy) ถูกค้นพบโดยนักเคมีชาวเยอรมันชื่อ Christian Frederick Schonbein ในปี ค.ศ.1840 แรกเริ่มมีการใช้โอโซนในการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดห้องผ่าตัด และฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม ต่อมาโอโซนใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ โดยการดึงเลือดของผู้ป่วยออกมาประมาณ 10 cc แล้วใส่ Oxygen Booster ให้กับเลือดแล้วจึงฉีดกลับบริเวณกล้ามเนื้อสะโพก (Auto Vaccine) โดยพบว่าการรักษาได้ผลลัพธ์เป็นอย่างดี ปัจจุบันการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) ได้นำเอาโอโซนบำบัดมาทำการรักษาฟื้นฟูสุขภาพและป้องกันการเกิดโรคในอนาคตกันอย่างแพร่หลาย

Ozone
shutterstock_662577076

ศูนย์การแพทย์บูรณาการ โนวาวิด้า Anti Aging Center ให้บริการในการทำโอโซนบำบัด โดยจะดึงเลือดออกมาในปริมาณ 180 – 200 cc แล้วใส่โอโซนให้กับเลือดจากนั้นจึงนำกลับสู่ร่างกายผ่านหลอดเลือดดำ โอโซนทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นส่งผลให้สามารถฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส หรือจุลชีพที่เติบโตได้โดยไม่อาศัยออกซิเจนในร่างกาย ช่วยเปลี่ยนสารพิษและของเสียสะสมในร่างกายให้เป็นสารที่มีความเฉื่อยและไม่มีพิษ (Inert Substance) ซึ่งจะถูกกำจัดทิ้งออกทางตับและไตได้อย่างปลอดภัย ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างปริมาณเม็ดเลือดขาวให้เพียงพอต่อการปกป้องร่างกาย

l
O2-logo
Ozone

หลักการรักษาด้วย OZONE THERAPY

การบำบัดด้วยโอโซนเป็นการใช้ประโยชน์จากลักษณะโครงสร้างที่ไม่เสถียรของโอโซน ซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลของออกซิเจนจำนวน 3 อะตอม (O3) โดยเครื่องกำเนิดโอโซนจะแปลงออกซิเจนบริสุทธิ์จากแหล่งกำเนิดซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลของออกซิเจนจำนวน 2 อะตอม (O2) ให้กลายเป็นโอโซน (O3)  เมื่อโมเลกุลของโอโซนผสมกับเลือด และถูกนำกลับเข้าไปในร่างกาย โมเลกุลของโอโซนจะเกิดการแตกตัวออกเป็น 2 ส่วน คือ

  1. O2 (ออกซิเจนบริสุทธิ์) ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์
  1. O (Singlet Oxygen หรือออกซิเจนอะตอมเดี่ยว) ซึ่งไม่เสถียร โดยออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยวจะวิ่งไปจับกับโมเลกุลต่าง ๆ ในเนื้อเยื่อและกระแสเลือด ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidative Reaction)
o3-blog-650x500

ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของ OZONE THERAPY

  • มีฤทธิ์ในการกำจัดจุลชีพที่ไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งได้แก่ ไวรัสและแบคทีเรียบางชนิด การบำบัดด้วยโอโซนจึงสามารถใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพในกลุ่มดังกล่าวได้ เช่น โรคหวัด เริม งูสวัด และไวรัสตับอักเสบ
  • ขับล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย โดยช่วยเปลี่ยนสารพิษและของเสียให้เป็นสารที่มีความเฉื่อย และถูกขับออกทางตับและไตโดยไม่เกิดอันตราย
shutterstock_754403641

OZONE THERAPY มีประโยชน์อย่างไร?

  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานเม็ดเลือดขาวเพื่อจัดการสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย และกระตุ้นการทำงานของ NK Cell
  • ช่วยให้ร่างกายและเซลล์มีพลังงานมากขึ้น
  • กระตุ้นร่างกายให้สร้างเอนไซม์เพื่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
  • ช่วยการลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
shutterstock_522715066

OZONE THERAPY เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือมีภาวะติดเชื้อ
  • ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ ตับแข็ง เริม งูสวัด
  • ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะรักษาด้วยรังสี โดยโอโซนอะตอมเดี่ยวจะไปเกาะกับผิวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งถูกกำจัดไป โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ผู้ที่มีปัญหาข้อเสื่อม โรคข้อ รูมาตอยด์
  • ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ลมพิษ หอบหืด
  • ผู้ป่วยโรคภูมิเพี้ยน สะเก็ดเงิน
  • ผู้ที่มีปัญหาแผลเรื้อรัง เช่น แผลเบาหวาน แผลจากการรักษาด้วยรังสี แผลกดทับ
  • โรคที่เกี่ยวกับเชื้อราต่าง ๆ
  • ผู้ที่มีปัญหาสิว ฝีหนอง
clipboard-with-ozone-therapy-written-on-it-e1587477033607

OZONE THERAPY ควรทำบ่อย

แค่ไหน?

ขึ้นอยู่กับปัจจัย วัตถุประสงค์ในการทำ และดุลยพินิจของแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging)  แพทย์อาจแนะนำให้ทำ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ หรือปรับแผนการรักษาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมตัวก่อนทำ OZONE THERAPY?

  • ตรวจประสิทธิภาพการทำงานของไต และตรวจภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD ก่อนทำโอโซนบำบัดครั้งแรก
  • รับประทานอาหารตามปกติ ไม่ต้องงดมื้ออาหาร