มะเร็งคืออะไร?

End-Stage Cancer

มะเร็ง (Cancer) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติเกิดเป็นก้อนเนื้อที่มีการลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง หรือกระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ ผ่านทางระบบเลือด หรือระบบทางเดินน้ำเหลือง 

โรคมะเร็งมีหลากหลายชนิดขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็นจุดกำเนิดของโรค และชนิดของเซลล์มะเร็ง เป็นโรคที่มีอุบัติการณ์การเสียชีวิตของผู้ป่วยสูงทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ในขณะที่วิธีการรักษาในปัจจุบัน ยังคงมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอต่อการรักษาให้หายขาดและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้เป็นที่น่าพอใจ

สาเหตุของโรคมะเร็ง

ปัจจัยภายนอกร่างกาย

  • อาหารที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารหมักดอง อาหารที่มีสารบอแร็กซ์ รวมถึงอาหารแห้งที่ปนเปื้อนเชื้อรา เช่น ถั่วลิสงที่อาจมีเชื้อราและสร้างสารพิษชื่ออัลฟาทอกซิน (Alfatoxin) อาหารปิ้งย่างที่ทำให้เกิดสาร ไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) 
  • การอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน ผิวหนังจะได้รับรังสี ultraviolet จากแสงแดด
  • การติดต่อเชื้อไวรัส เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายทางอากาศได้ เช่น COVID-19 หรือการดื่มน้ำแก้วโดยใช้ภาชนะเดียวกันหรือใช้ช้อนกินข้าวเดียวกันอาจติดไวรัสตับอักเสบบีได้
  • การกินอาหารสุกๆดิบๆทำให้เกิดการติดพยาธิได้ เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกายจะ สามารถปล่อยสารพิษที่เป็นสารก่อมะเร็งได้ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ
  • พฤติกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ และดื่มสุรา

ปัจจัยภายในร่างกาย

  • ระบบภูมิคุ้มกัน การบกพร่องของภูมิคุ้มกันเนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น รับประทานอาหารที่แพ้เป็นเวลานานทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงขึ้น
  • กรรมพันธุ์ มะเร็งบางชนิดสามารถส่งต่อได้ทางกรรมพันธุ์ เช่น มะเร็งเต้านม เป็นต้น
  • จิตใจและอารมณ์ การที่อยู่ในความเครียดเป็นเวลานาน จากการทำงาน จะส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน cortisol ซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่ควบคุมการทำงานในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะไปลดความสามารถในการกำจัดสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

อาการของโรคมะเร็ง

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อมีมะเร็งเกิดขึ้นในร่างกาย จะไม่มีอาการที่จำเพาะ แต่จะมีอาการเหมือนโรคต่าง ๆ ที่พบโดยทั่วไป แต่สิ่งที่สังเกตได้ คือ จะมีอาการอักเสบที่ยาวนานตามอวัยวะต่าง ๆ  และอาการจะแย่ลงเรื่อย ๆ ดังนั้น เมื่อเกิดอาการอักเสบที่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะใด ๆ นานเกิน 1-2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ หรืออาจมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 

  • ไอเรื้อรัง หรือพบว่ามีมูกเลือดปนมากับเสมหะ
  • อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือด
  • มีไข้สูง หาสาเหตุไม่ได้ หรือมีไข้ต่ำ หาสาเหตุไม่ได้
  • เลือดกำเดาออกบ่อย ๆ หาสาเหตุไม่ได้
  • มี ไฝ ปาน หูดที่เกิดขึ้นมาใหม่ และใหญ่ขึ้นแบบผิดปกติ
  • มีก้อนเนื้อที่คลำได้เกิดขึ้น อาจจะกดเจ็บ หรือกดไม่เจ็บ 
  • พบว่าต่อมน้ำเหลืองบริเวณต่าง ๆ โตขึ้น
  • หายใจมีกลิ่นปากรุนแรง แต่ไม่พบฟันผุ หรือหาสาเหตุไม่ได้ 
  • ไม่สามารถกลั้นปัสสวะได้
  • อาจท้องผูก สลับกับท้องเสีย
  • ประจำเดือนมาผิดปกติ หรือพบว่ามีเลือดออกทางช่องคลอด แบบหาสาเหตุไม่ได้
  • ปวดศีรษะแบบรุนแรง แบบหาสาเหตุไม่ได้
  • มีอาการท้องอืดและแน่นท้อง อึดอัดท้อง แบบไม่เคยเป็นมาก่อน และเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ
  • น้ำหนักลดจากเดิม 10% โดยไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก ในระยะเวลา 6 เดือน
  • อาจพบจ้ำห้อเลือด หรือมีจุดแดงคล้ายเลือดออกบริเวณผิวหนัง
  • มีอาการแขนขาอ่อนแรงร่วมกับอาการปวดกระดูก หรือปวดหลัง
Cancer Treatment

การวินิจฉัยโรคมะเร็ง

  • สังเกตอาการด้วยตนเอง เมื่อพบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นตามอาการข้างต้น ให้รีบไปพบแพทย์
  • แพทย์จะสั่งเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ เสมหะ 
  • เมื่อพบก้อนเนื้อ แพทย์จะส่งตรวจ CT scan หรือตรวจ x-ray  และอาจตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจโดยวิธีพิเศษ เช่น การส่องกล้องโดยตรง เช่น ทางการตรวจลำไส้ใหญ่ หรือกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ระยะของโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ซึ่งทั้ง 4 ระยะสามารถแบ่งย่อยได้เป็นเอ (A) บี (B) หรือ ซี (C) เพื่อแพทย์สามารถประเมินการรักษา ส่วนโรคมะเร็งที่เราเรียกว่าระยะศูนย์ อาจจะเป็นเพียงแค่เนื้องอกแต่ยังไม่มีการแพทย์กระจายสู่เนื้อเยื่อข้างเคียง

  • ระยะที่ 1 พบก้อนเนื้อ/มะเร็งมีขนาดเล็กและยังไม่ลุกลาม
  • ระยะที่ 2 พบก้อนเนื้อ/มะเร็งขนาดใหญ่ขึ้นและเริ่มมีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ
  • ระยะที่ 3 พบก้อนเนื้อ/มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นและเริ่มมีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ และลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เนื้อเยื่อและอวัยวะที่เป็นมะเร็ง
  • ระยะที่ 4 พบก้อนเนื้อขนาดโตมาก และลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อรวมถึงอวัยวะข้างเคียง และกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ก้อนมะเร็งจนพบว่าต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นและสามารถคลำได้ และเซลล์มะเร็งสามารถแพร่เข้าสู่เส้นเลือดและไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น กระดูก ไขกระดูก ปอด ตับ
Natural Killer Cells (NK Cells)

วิธีการรักษามะเร็ง

1. การผ่าตัด 

เป็นการผ่าเอาก้อนมะเร็งที่อวัยวะนั้น ๆ ทิ้งไป เช่น การผ่าตัดลำไส้ใหญ่ในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

2. การรักษาด้วยรังสี

เป็นการฉายรังสีไปตามตำแหน่งของเซลล์มะเร็งที่พบ เช่น ฉายรังสีบริเวณทรวงอก ได้แก่ มะเร็งเต้านม

3. การรักษาโดยใช้เคมีบำบัด

เป็นการให้ยาที่ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเฉพาะเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเท่านั้น ไม่ออกฤทธิ์กับเซลล์ที่อยู่ในระยะพัก แต่อาจมีผลข้างเคียงคือไปทำลายเซลล์ปกติ เช่น เซลล์รากผม หรือเยื่อบุทางเดินอาหารเป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายกลุ่ม ดังนี้

  1. Alkylating Agents เป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ทุกระยะของการแบ่งเซลล์
  2. Antimetabolites เป็นยาที่ออกฤทธิ์ในระยะ S ของวงจรการแบ่งเซลล์
  3. Anti-tumors Antibiotics เป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ทุกระยะของการแบ่งเซลล์
  4. Topoisomerase Inhibitor เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อเอนไซม์ในการสังเคราะห์พันธุกรรมเพื่อการแบ่งเซลล์
  5. Mitotic Inhibitors เป็นการยับยั้งการแบ่งเซลล์ในระยะ Mitosis ของวงจรการแบ่งตัวของเซลล์รวมถึงการยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์โปรตีนในการแบ่งเซลล์
  6. Corticosteroids ออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งโดยการยับยั้งการโตของก้อนมะเร็ง

4. การใช้ฮอร์โมนบำบัด

ใช้หลักการการขัดขวางการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนที่จะไปกระตุ้นเซลล์มะเร็ง ผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องทำการตรวจว่ามีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่บนเซลล์มะเร็งก่อนจึงจะสามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ ซึ่งการตรวจนี้จะต้องตรวจจากชิ้นเนื้อมะเร็งเท่านั้น

5. การรักษาแบบผสมผสาน 

เป็นการรักษาร่วมกันหลายวิธีดังกล่าวข้างต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการวินิจฉัย

6. การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด 

การเป็นมะเร็งเกิดขึ้นได้ก็เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่มีประสิทธิภาพจะทำลายมะเร็งได้ จึงทำให้เกิดมะเร็ง และเกิดการลุกลามจากอวัยวะหนึ่งไปยังอวัยวะอื่น ๆ การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด คือ การรักษาโดยส่งเสริมให้เซลล์ที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การนำภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้รักษามะเร็งมีกี่ประเภท?

ในปัจจุบันการนำภูมิคุ้มบำบัดเซลล์มะเร็งนั้นสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 4 ประเภท คือ

1. Monoclonal Antibody

เป็นการเลียนแบบสารภูมิต้านทานที่มาจากโปรตีนสังเคราะห์ที่เรียกว่าแอนติบอดี ซึ่งแอนติบอดีนี้ทำการพัฒนาให้มีความจำเพาะต่อมะเร็งแต่ละชนิด โดยจะไปจับกับเซลล์มะเร็ง และกระตุ้นให้เกิดการทำงานของเซลล์ในภูมิคุ้มกัน เช่น NK Cell ให้มาทำการทะลายมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. Immune Checkpoint Inhibitors 

เป็นการยับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์ ในบางครั้งเซลล์มะเร็งจะมีกลไกการ ซ่อนตัวจากเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน โดยการสร้างสัญญาณหลอก ให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถทำลายได้ ซึ่งการใช้ Immune Checkpoint Inhibitors นั้น จะมีกลไกการทำงานโดยใช้โปรตีนหรือ Small Molecule ไปยังยั้งระบบนี้ ทำให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันสามารถตรวจจับสัญญาณ ของเซลล์มะเร็งและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. Cancer Vaccines 

เป็นการใช้วัคซีนต้านทานโรคมะเร็ง โดยวัคซีนโรคมะเร็งนั้นป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ร่างกายของเราสามารถต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง โดยใช้หลักการของการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เพิ่มจำนวนและตรงเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

4. Non-specific Immunotherapies 

เป็นการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดที่ไม่จำเพาะเจาะจงจะไม่ออกฤทธิ์กับเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่จะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันทั่วไป เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งอย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิเช่น การปลูกถ่าย Natural killer cells (NK Cell) ซึ่ง NK Cell เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบและทำลายเซลล์มะเร็งที่พึ่งกำเนิดใหม่ เมื่อมะเร็งมีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เซลล์ชนิดนี้จะทำหน้าที่ในการยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม